วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558

สิ่งแวดล้อม

ตั้งแต่มนุษย์เริ่มก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาเพียงไม่กี่ร้อยปี องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เพิ่มพูนและพัฒนาต่อยอดขึ้นไปเรื่อยๆ  โลกถูกปรับเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ โดยอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างสรรค์พัฒนาขึ้นมา
        จวบจนกระทั่งปัจจุบันนี้ นวัตกรรมความก้าวหน้าล่าสุดด้านต่างๆ ต่างก็ยังทยอยออกมาสร้างความทึ่งและตื่นเต้นให้กับมนุษย์เรา  แต่ในขณะเดียวกัน ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติหลายอย่าง เช่น ภูมิอากาศ และสภาพแวดล้อม  ก็แสดงความแปรปรวนผันผวนค่อนข้างรุนแรง ส่งผลกระทบให้เกิดความเดือดร้อน ต่อชีวิตทรัพย์สิน และความเป็นอยู่ของผู้คนในหลายภูมิภาคของโลก นวัตกรรมความก้าวหน้าทั้งหลายที่มีอยู่ จึงควบคู่ไปกับความตื่นตระหนก ต่อภาวการณ์ที่รุนแรง ซึ่งไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้น หรือมีความรุนแรงและถี่บ่อยขนาดนี้ พร้อมกันนั้น ยังแสดงให้เห็นว่า ความก้าวหน้าพัฒนา ในสารพัดรูปแบบแห่งนวัตกรรม ที่ออกมาสนองความสะดวกสบายของมนุษย์นั้น ยังอยู่ห่างไกลนักกับการเข้าไปเทียบเคียง หรือต่อกรกับพลังอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ 

 นักวิทยาศาสตร์ด้านธรรมชาติวิทยาและสิ่งแวดล้อมทั่วโลก ได้พยายามหาคำตอบ และได้ข้อสรุปว่า ความรุนแรงทางปรากฏการณ์ทางธรรมชาติดังกล่าว เกิดจากอุณหภูมิภูมิอากาศของโลกที่สูงเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นที่รู้กันทั่วไปแล้วว่า ภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ส่งผลให้เกิดความแปรปรวนของสภาพแวดล้อมไปทั่วโลก และเกิดผลกระทบเป็นห่วงโซ่ต่อระบบนิเวศน์อื่นๆ ตามมา

มีการสืบเสาะหาตัวการสำคัญซึ่งเป็นต้นตอของปัญหา และพบว่ามาจากสิ่งอันเป็นผลพวงของการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมแบบขาดความสมดุล ที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม โดยมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน

หากข้อสรุปเช่นว่านั้น ถูกต้อง ย่อมแสดงว่า มนุษย์สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมความก้าวหน้าใหม่ๆ ขึ้นมาก็จริง หากแต่ไม่ใช่เป็นการได้มาเปล่า จากมันสมองล้วนๆ แต่เป็นการแลกกับสิ่งที่มีค่า นั่นคือ ทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศน์ทั่วผืนโลก เมื่อสมดุลระบบนิเวศน์ที่คอยปกป้องและเกื้อกูลวิถีชีวิตของมนุษยชาติมาตลอด สูญเสียสภาพไป ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมที่เคยเกื้อกูลเป็นมิตร จึงกลายเป็นอันตรายใกล้ตัวที่ไม่รู้จะแผลงฤทธิ์ขึ้นมาเมื่อไหร่  

Picture
แม้ความจริงของสมมุติฐานดังกล่าว จะได้รับการยืนยัน และพิสูจน์จนปรากฏแน่ชัดพอสมควร แต่ยังมีอีกหลายฝ่าย อ้างว่า ปรากฏการณ์ความรุนแรงทางธรรมชาติดังกล่าว หาใช่ผลพวงอันเกิดจากการพัฒนาทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม แต่เป็นความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติตามปกติ   และแม้ว่าจะยอมรับความจริงนั้นอยู่บ้าง แต่ข้ออ้างเรื่องปากท้อง ทำให้เกิดสภาวะหยุดไม่ได้ หรือจำยอมที่จะกอดคอกันเผชิญชะตากรรมในวันข้างหน้า ชนิดอะไรจะเกิดขึ้นก็ช่าง ไม่ห่วงแม้กระทั่งว่ามนุษยชาติรุ่นหลัง จะสืบทอดอารยะธรรมไปได้อย่างไร การส่งข่าวสารเตือนล่วงหน้าของธรรมชาติ เพื่อให้มีการพัฒนาแบบประนีประนอมกับสิ่งแวดล้อม หรือบันยะบันยังเรื่องการพัฒนาด้านวัตถุอย่างสุดขั้ว ชนิดไม่คำนึงถึงผลกระทบลงบ้าง จึงเหมือนดูไร้ผลตอบรับ

ความวิปริตแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศของโลก ได้ก่อให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ค่อนข้างรุนแรงไปทั่วโลก ซึ่งไม่ใช่แต่จะสร้างความเสียหายให้เกิดแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเฉพาะจุดเท่านั้น ความเดือดร้อนเสียหายดังกล่าว ยังส่งผลกระทบ ในด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งในวงกว้าง และในระยะยาวตามมา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความวิปริตแปรปรวนทางธรรมชาติ และการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี  ของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ทำให้มนุษย์ในโลกทุกคน มีความเกี่ยวเนื่องถึงกันในแทบทุกๆ มิติ ผลกระทบที่รุนแรงด้านใดด้านหนึ่งที่เกิดอยู่ที่หนึ่ง จะส่งผลกระทบเป็นโดมิโนแบบรอบทิศไปยังอีกหลายๆ ที่ไม่ช้าก็เร็ว ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม  วิกฤตสิ่งแวดล้อมจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวพอที่แต่ละคนจะสามารถหลีกเลี่ยงพ้นหรือวิ่งหนีได้

Picture

ความหวังและทางออก ที่จะเกิดผลรวดเร็วในทางปฏิบัติมากที่สุด ในการรับมือกับวิกฤติสิ่งแวดล้อม คงเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า หนีไม่พ้นความรับผิดชอบ และการตระหนักรู้แล้วลงมือแก้ไข ในระดับปัจเจกบุคคล โดยมุ่งไปที่การปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต  และการฟื้นฟูระบบนิเวศน์ย่อยๆ ใกล้ตัวก่อน โดยอาศัยองค์ความรู้ที่ได้จากการสังเกตด้วยตนเอง หรือแหล่งข้อมูลในเรื่องนี้ซึ่งมีอยู่มากมาย

ด้วยการอาศัยศักยภาพทางสร้างสรรค์เป็นจุดเริ่มต้น  และต่อจากนั้น ด้วยเหตุที่แต่ละคนมีสังคมที่ตนสัมพันธ์เกี่ยวข้องอยู่ด้วยโดยรอบด้าน  นับจากระดับครอบครัวเป็นต้นไป ความคิดและการกระทำเชิงสร้างสรรค์ การฟื้นฟูและแก้ไขวิกฤตสิ่งแวดล้อมในบุคคลหนึ่งๆ ก็เป็นเช่นเดียวกันการขยายตัวของกระแสด้านผลกระทบ  กล่าวคือจะเกิดเป็นกระแสสร้างสรรค์ในมุมกลับกัน  ที่กระจายผลต่อไปในวงกว้าง  โดยเฉพาะหากปัจเจกชนนั้น คือ ผู้นำสังคม ผู้นำจิตวิญญาณทางศาสนา ผู้ที่มีพลังในการโน้มน้าวมวลชนสูง หรือผู้ที่มีอำนาจการตัดสินใจในชุมชม ในองค์กร หรือในระดับประเทศ ก็ยิ่งสามารถสร้างแรงกระเพื่อมหรือกระแสการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ไปได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว    พลังของปัจเจกชนคนเดียวจึงเป็นความหวัง ที่ไม่อาจเรียกได้ว่าริบหรี่ แต่เป็นความหวังอันเปี่ยมพลังที่สามารถนำไปสู่การเยียวยาและเปลี่ยนแปลงโลก ให้เกิดความเกื้อกูลพอดีระหว่างการพัฒนาอารยะธรรมของมนุษยชาติอย่างยั่งยืน กับการคงสภาพอันสมดุลของระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อมโลกต่อไป

         

ปญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมที่เกิดขึ้นในปจจุบัน

ปญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมที่เกิดขึ้นในปจจุบัน เปนปญหาความเสื่อมโทรมของ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมที่เกิดจากการ เปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ชีวภาพและเคมีของ ทรัพยากรธรรมชาติไมวาจะเปนดิน นํ้า อากาศ แรธาตุ ปาไม สัตว พืช หรือมนุษย ซึ่ง สงผลกระทบเชื่อมโยงกัน จนทายที่สุดจะสงผล กระทบและทำความเสียหายใหกับสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะมนุษย ผูซึ่งตองอาศัยประโยชนจาก ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมมากที่สุด ปญหาแบงไดเปน 2 กลุม คือ 1. ปญหาขาดแคลน เปนปญหาที่เกิดการลดลงของทรัพยากรธรรมชาติ เชน การลด จำนวนของปาไม ารขาดแคลนเชื้อเพลิง สัตวปาสูญพันธ การขาดแคลนนํ้าในพื้นที่บางแหง การ ขาดแคลนพื้นที่อยูอาศัย 2 . ปญหาการเสื่อมคุณภาพ การเสื่อมคุณภาพหรือการเกิดมลพิษ (pollution) เปนการ เปลี่ยนแปลงทางดานคุณภาพทำใหไมสามารถนำมาใชประโยชนไดในการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต ทั้งหลาย ซึ่งปญหานี้สวนใหญเกิดจากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมที่ใชไมหมด เชน นํ้าเสีย อากาศเปนพิษ ดินเค็ม ดินขาดความอุดมสมบูรณ ดินปนเปอนโลหะหนัก เปนตน ซึ่งปญหา เหลานี้สงผลกระทบตอการดำรงชีวิตของมนุษย ปญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมในปจจุบันที่เกิดขึ้นเหลานี้สามารถแกไขไดโดยการ ชวยกันอนุรักษ ดูแลรักษา และใชทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมอยางฉลาด โดยใชอยาง ประหยัดและเกิดประโยชนสูงสุดโดยคำนึงถึงผลเสียหายตอสิ่งแวดลอมนอยที่สุด

สาเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อม

ทุกวันนี้เมื่อเอ่ยถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว ทุกคนจะเกิดอาการหนักใจไปตามๆกัน เพราะว่าสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันเกิดความเสื่อมโทรมและเกิดภาวะมลพิษอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางน้ำ มลพิษทางอากาศ มลพิษทางเสียง หรือ แม้แต่มลพิษทางดิน เมื่อเกิดสภาพสิ่งแวดล้อมเป็นพิษแล้วย่อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยทั้งร่างการและจิตใจของมนุษย์ เพราะเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วย และนับวันปัญหามลพิษต่างๆ มีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากขึ้น
สาเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อมมีอยู่มากมาย   แต่ที่สําคัญมี 2 ประการ คือ
  1. การเพิ่มของประชากร โดยเฉลี่ยประชากรทั่วโลกมีแนวโน้มสูงมากขึ้น  เมื่อผู้คนมากขึ้น ทำให้ปัญหาต่าง ๆ ตามมาอย่างรวด เร็วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ปัญหาที่อยู่อาศัย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค สวัสดิการอื่น ๆ การ ประกอบอาชีพ ฯลฯ 
  2. การขยายตัวทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี มีการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติเกินความจําเป็นขั้นพื้นฐานของชีวิต     ในขณะเดียวกันความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี ก็ช่วยเสริมให้การนําทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ทําได้ง่ายขึ้น     มีผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนอาหาร ที่อยู่อาศัย การสาธารณสุข การศึกษา การว่างงาน ฯลฯ
ปัญหาเหล่านี้พบมากในประเทศด้อยพัฒนา ประเทศเหล่านี้จําเป็นต้องเร่งพัฒนาด้วยการเร่งการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรกรรมและการอุตสาหกรรมให้มากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีใหม่ ๆ จึงถูกนํามาใช้ในการเกษตรรวมทั้งปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช ฯลฯ สารพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมถูกปล่อยออกมาในรูปควันเสีย ฝุ่นละออง ทําให้เกิดภาวะอากาศเป็นพิ ษ เสียงจากโรงงานอุตสาหกรรมเป็นสาเหตุหนึ่งของมลพิษทางเสียง  ของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมและจากเกษตรกรรมถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ ทําให้เกิดภาวะน้ำเป็นพิษ  นอกจากนี้ทรัพยากรธรรมชาติยังถูกนํามาใช้อย่างรวดเร็วและเป็นผลให้ สภาพแวดล้อม เปลี่ยนแปลงไป เช่น การทําลายป่า กระบวนการในการเปิดป่าทําเหมือง ล้วนแล้วแต่มีส่วนในการทําลายสภาวะแวดล้อมตามธรรมชาติอย่างน่าเสียดาย
ปัญหาดังกล่าวได้สร้างผลกระทบต่อเนื่อง   ทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอลง  เนื่องจากมีการใช้ทรัพยากรกันอย่างไม่ประหยัด เช่น ป่าไม้ถูกทําลาย ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ การขาดแคลนน้ำ     ภาวะมลพิษ เช่น มลพิษทางน้ำ อากาศ ดิน เสียง และความร้อน อันเป็นผลมาจากการเร่งรัดการขยายตัวทางด้านอุตสาหกรรม ทวีความรุนแรงขึ้น
ดังนั้นหากมนุษย์ไม่มีจิตสํานึกร่วมกันในการแก้ไขและรักษาสภาพแวดล้อม   ย่อมเป็นเหตุให้มนุษย์เราต้องประสบปัญหาในอนาคตมากขึ้นอย่างแน่นอน ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนควรหันมาให้ความสนใจกับสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังช่วยกันควบคุมและป้องกันแก้ไขมลพิษทางสิ่งแวดล้อมเพื่อจะได้มีสิ่งแวดล้อมที่ดีตลอดไป .

มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม

มนุษย์กับสิ่งแวดล้อม

มนุษย์มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมอย่างแนบแน่นใน อดีตปัญหาเรื่องความสมดุลย์ของธรรมชาติตามระบบนิเวศยังไม่เกิดขึ้นมากนัก ทั้งนี้เนื่องจากผู้คนในยุคต้น ๆ นั้น มีชีวิตอยู่ใต้อิทธิพลของธรรมชาติ ความเปลี่ยนแปลงทางด้านธรรมชาติและสภาวะแวดล้อมเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป จึงอยู่ในวิสัยที่ธรรมชาติสามารถปรับดุลย์ของตัวเองได้

กาลเวลาผ่านมาจนกระทั้งถึงระยะเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทศวรรษที่ผ่านมา (ระยะสิบปี) ซึ่งเรียกกันว่า "ทศวรรษแห่งการพัฒนา" นั้น ปรากฎว่าได้เกิดมีปัญหารุนแรงด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นในบางส่วนของโลกและปัญหา ดังกล่าวนี้ ก็มีลักษณะคล้ายคลึงกันในทุกประเทศทั้งที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา เช่น

·         ปัญหาทางด้านภาวะมลพิษที่เกี่ยวกับน้ำ

·         ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมสลายและหมดสิ้นไปอย่างรวดเร็ว เช่น น้ำมัน แร่ธาตุ ป่าไม้ พืช สัตว์ ทั้งที่เป็นอาหารและที่ควรจะอนุรักษ์ไว้เพื่อการศึกษา
·         ปัญหาที่เกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานและชุมชนของมนุษย์ เช่น การวางผังเมืองและชุมชนไม่ ถูกต้อง ทำให้เกิดการแออัดยัดเยียด ใช้ทรัพยากรผิดประเภทและลักษณะ ตลอดจนปัญหาแหล่งเสื่อมโทรมและปัญหาจากของเหลือทิ้งอันได

environment

 ในปัจจุบันสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ ทั้งภายในประเทศและในท้องถิ่นมีแนวโน้ม
ถูกทำลายเพิ่ม มากขึ้น ในขณะเดียวกัน    สิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม (ที่มนุษย์สร้างขึ้น)
กลับเพิ่มมาแทนมากขึ้นเป็นลำดับ ทั้งนี้เนื่องจาก  ในปัจจุบันจำนวนประชากรมนุษย์เพิ่ม
ขึ้นอย่างรวดเร็ว   มีการประดิษฐ์และพัฒนาเทคโนโลยี  มาใช้อำนวยประโยชน์ต่อมนุษย์
เพิ่มมากขึ้น ผลจากการทำลายสิ่งแวดล้อม  ทางธรรมชาติ  ส่งผลกระทบต่อ มนุษย์หลาย
ประการ เช่น ปัญหาการแปรปรวนของภูมิอากาศโลกการร่อยหรอ    ของทรัพยากรธรรม
ชาติภัยพิบัติมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น   มลพิษสิ่งแวดล้อมขยายขอบเขต กว้างขวางมาก
ขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรง    ต่อการดำรงอยู่และการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของมนุษย์ เพื่อ
ป้องกันปัญหาดังกล่าวทุกคนจึงต้อง     ตระหนักถึง ปัญหาร่วมกัน โดยศึกษาถึงลักษณะ
ของปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้น ตลอดจนแสวงหาแนวทางในการ ป้องกันเพื่อแก้ปัญหา
ผลกระทบที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีที่มีต่อสิ่งแวดล้อม 
    เทคโนโลยี คือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่ออำนวยประโยชน์หากนำมาใช้อย่างไม่ระมัด
ระวังก็จะส่งผล กระทบต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ในระยะที่ผ่าน
มามนุษย์ได้พัฒนาเทคโนโลยี มาใช้ประโยชน์ในทุก ๆ ด้าน แต่ในทางตรงกันข้าม ผล
จากการใช้อย่างขาดสติก็ได้ส่งผลกระทบต่อทั้งมนุษย์ และสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน ดังนี้ 
1. ผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นปัจจัยสำคัญ ในการ ดำรงชีวิตของทั้ง มนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งมวลถูกทำลาย และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คือ 
(1) การสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่
- การสูญเสียทรัพยากรดิน เกิดปัญหาการพังทลายของดิน ดินเสื่อมคุณภาพ อันเป็นผล
  จากการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตร การใช้สารเคมีในการเกษตร
- การสูญเสียทรัพยากรน้ำ เช่น แหล่งต้นน้ำลำธารถูกทำลาย ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาน้ำ
   เน่าเสีย การทิ้งสิ่งปฏิกูลที่ย่อยสลายได้ยาก และปล่อยสารเคมีลงสู่แหล่งน้ำ
- การสูญเสียทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าอันเนื่องมาจากการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ใน
  การทำลายป่าอันเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า
- การสูญเสียทรัพยากรแร่ธาตุ และพลังงานจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน   ทำให้มีการนำทรัพยากรแร่ธาตุมาใช้อย่างแพร่หลายโดยเฉพาะพลังงาน ปีหนึ่ง ๆ ต้อง
   สูญเสีย งบประมาณในการ จัดหาพลังงานมาใช้เป็นจำนวนมหาศาล 
(2) สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
     หลังจากที่สิ่งมีชีวิตก่อกำเนิดขึ้นบนโลก จากนั้นได้วิวัฒนาการเพิ่มจำนวนและชนิด
มากขึ้นเป็นลำดับ ต่อจากนั้น  ผลจากการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อม  ตามธรรมชาติ
ทำให้สิ่งมีชีวิตมีแนวโน้มสูญพันธุ์อย่างช้า และมีการคาดการณ์ว่าสิ่งมีชีวิต   จะมีอัตรา
การสูญพันธุ์ เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1,000 เท่า  
(3) การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก      กิจกรรมของมนุษย์หลายประการมีผลต่อการเปลี่ยนแปลง ภูมิอากาศ ซึ่งจะส่งผลต่อ
มนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ดังนี้